
วันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 5 ธันวาคม 2551 ถือเป็นฤกษ์มหามงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสถาปนาสมณศักดิ์พระเถระชั้นผู้ใหญ่ชั้นหิรัญบัฏ หรือรองสมเด็จพระราชาคณะ เพิ่มขึ้นอีก 3 รูป
1 ใน 3 รูป คือ พระธรรมธัชมุนี วัดธรรมบูชา จ.สุราษฎร์ธานี เป็นพระเถระที่ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงสมณศักดิ์ดังกล่าว ในราชทินนามที่ "พระสุธรรมาธิบดี"
ปัจจุบัน พระสุธรรมาธิบดี (แสง ชุตินธโร) สิริรวมอายุ 95 พรรษา 75 ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดธรรมบูชา อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี และเจ้าคณะกิตติมศักดิ์จังหวัดสุราษฎร์ธานี (ธ)
อัตโนประวัติ พระสุธรรมาธิบดี เกิดเมื่อปี พ.ศ.2456 ณ บ้านม่วงสองต้น ต.ม่วงสองต้น อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช
ท่านได้เข้าพิธีบรรพชา เมื่อปี พ.ศ.2473 ที่วัดชลเฉนียน อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช โดยมีพระรัตนธัชมุนี วัดมหาธาตุ จ.นครศรีธรรมราช เป็นพระอุปัชฌาย์
จนกระทั่งอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ได้เข้าพิธีอุปสมบท ณ วัดชลเฉนียน อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช โดยมีพระรัตนธัชมุนี เป็นพระอุปัชฌาย์, พระปลัดแดง วัดพระนคร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครูพิศาลบริหารวัตร เป็นพระอนุสาวนาจารย์
พ.ศ.2478 ท่านได้เดินทางไปศึกษาพระปริยัติธรรมที่กรุงเทพฯ ณ วัดราชาธิวาส เมื่อครั้งพระธรรมวโรดม (เซ่ง อุตตมเถร) เป็นเจ้าอาวาส จนสอบได้นักธรรมชั้นเอก และสอบได้เปรียญธรรม 5 ประโยค
ท่านเจ้าประคุณได้สร้างความเจริญให้แก่วัดธรรมบูชาและคณะสงฆ์ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ทั้งในด้านการปกครอง ด้านการศึกษา ด้านวิปัสสนาธุระ และอื่นๆ
ด้านการศึกษา เป็นผู้พัฒนาการศึกษาของพระภิกษุสามเณรในวัดธรรมบูชา จนประสบความสำเร็จอย่างสูง ทำให้พระภิกษุจากทั่วภาคใต้พากันมาศึกษาอยู่ในสำนักเรียนวัดธรรมบูชาเป็นจำนวนมาก
อีกทั้งได้พัฒนาเสนาสนะและสิ่งก่อสร้างต่างๆ จนมีครบสมบูรณ์ทุกอย่าง รวมทั้งจัดตั้งมูลนิธิเพื่อการศึกษาพระปริยัติธรรม 1,000,000 บาท ทุนการศึกษาสำหรับเด็กยากจน 70,000 บาท กองทุนภัตตาหาร 400,000 บาท เป็นต้น
ลำดับงานปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ.2494 เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดธรรมบูชา พ.ศ.2494 เป็นสาธารณูปการ จังหวัดสุราษฎร์ธานี
พ.ศ.2495 เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาส พ.ศ.2495 เป็นเจ้าคณะอำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี
พ.ศ.2499 เป็นเจ้าคณะจังหวัดสุราษฎร์ธานี (ธรรมยุต)
ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2483 ได้รับแต่งตั้งสมณศักดิ์เป็น พระครูวินัยธร ฐานานุกรมของพระศาสนโศภณ พ.ศ.2496 ได้รับแต่งตั้งสมณศักดิ์เป็น พระครูโชติธรรมวราภรณ์
พ.ศ.2505 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็น พระราชาคณะชั้นราช ที่ พระราชธรรมมุนี พ.ศ.2517 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ที่ พระเทพสารสุธี
พ.ศ.2536 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นธรรม ที่ พระธรรมธัชมุนี
ล่าสุด เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2551 ได้เข้ารับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรองชั้นหิรัญบัฏ ในราชทินนามที่ พระสุธรรมาธิบดี
ปัจจุบันพระภิกษุสามเณรและอุบาสกอุบาสิกาทั่วไป เรียกขานท่านว่า "ท่านเจ้าคุณหลวงปู่หรือหลวงปู่"
พระสุธรรมาธิบดี เป็นพระเถระที่มีศีลาจารวัตรน่าเลื่อมใสและศรัทธา รับภารธุระการพระศาสนามายาวนาน อีกทั้งได้สร้างพระภิกษุสามเณร ศาสนทายาทอันเป็นกำลังสำคัญแก่พระศาสนาเป็นจำนวนมาก
พระสุธรรมาธิบดีใช้นโยบายปกครองสงฆ์แบบพ่อปกครองลูก ยกย่องผู้ที่ทำความดี ตำหนิตักเตือนและลงโทษผู้ที่ประพฤติผิด มีคำที่ท่านกล่าวอยู่บ่อยๆ ว่า "ศิษย์สมภารหลานเจ้าวัดไม่มี" คือ ถ้าทำความดีจะได้รับการยกย่อง ถ้าทำไม่ดีแล้วถึงแม้ว่าจะเป็นลูกหลานก็ไม่ละเว้น ยึดถือระเบียบและพระธรรมวินัยเป็นหลักใหญ่
นโยบายปกครองสงฆ์แบบพ่อปกครองลูกของท่านทำให้ทุกคนได้รับความร่มเย็นเป็นที่สุด ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้งกัน พระภิกษุสามเณรในวัดธรรมบูชาทุกรูปจะทำกิจกรรมร่วมกัน เพื่อเป็นการประสานสามัคคีตามคำสอนในหลักสารณียธรรม คือ ประชุมพร้อมเพรียงกัน เลิกประชุมพร้อมกัน เชื่อฟังเคารพผู้ใหญ่
สำหรับกิจวัตรประจำวัน นอกจากการไหว้พระสวดมนต์แล้ว หลวงพ่อจะศึกษาธรรมะ ด้วยการอ่านหนังสือบ้าง ฟังเทปธรรมะบ้าง หรือดูวิดีโอ/วีซีดีธรรมะ ที่มีคนนำมาถวายให้ดูบ้าง สลับกับการปฏิบัติธรรม และในบางช่วงบางวันหากมีข่าวสารที่น่าสนใจหลวงพ่อก็จะติดตามข่าวสารเหล่านั้นจากวิทยุบ้าง จากโทรทัศน์บ้าง
สิ่งหนึ่งที่หลวงพ่อพระสุธรรมาธิบดีไม่เคยลืม กรณีมีศพมาตั้งที่วัดธรรมบูชา หลังจากหลวงพ่อออกจากห้องปฏิบัติธรรมแล้ว หลวงพ่อจะเดินตรงไปยังศาลาสวดทันที เพื่อเป็นประธานในการฟังสวดอภิธรรม และจะอยู่จนจบพิธี เพื่อจะได้พูดคุยกับลูกหลานญาติมิตรของผู้ตายด้วย หากไม่มีศพมาตั้งที่วัดหลวงพ่อก็จะเข้ากุฏิสวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิจนกว่าจะถึงเวลาจำวัด
กิจวัตรอีกอย่าง คือ การออกบิณฑบาต ซึ่งตามปกติหลวงพ่อจะรักษาข้อวัตรนี้อย่างเคร่งครัด แม้อายุล่วงเลยถึง 95 ปีแล้ว หลวงพ่อยังคงออกบิณฑบาตอยู่เป็นนิจ จึงมีคนได้กราบเรียนถามหลวงพ่อว่า "ทำไมหลวงพ่อจึงได้เคร่งครัดต่อการบิณฑบาตมาก"
หลวงพ่อตอบว่า "การบิณฑบาตถือว่าเป็นกิจที่สำคัญมากในนิสสัย 4 คือ เครื่องอาศัย 4 อย่างของบรรพชิต คือ อยู่โคนไม้ ฉันน้ำมูตรดอง ถือผ้าบังสุกุล และการบิณฑบาต พระเณรในเมืองทุกวันนี้สามารถรักษาได้เพียงข้อเดียวเท่านั้น ก็คือ การบิณฑบาตเลี้ยงตนเอง ฉะนั้นหลวงพ่อจึงพยายามรักษาเรื่องการบิณฑบาตไว้ให้เป็นแบบอย่างแก่พระเณรในวัด"
พระสุธรรมาธิบดีเป็นพระเถระที่พุทธศาสนิกชนชาวภาคใต้เลื่อมใสศรัทธา ด้วยความเมตตา ไม่ถือตัว เป็นกันเองกับทุกคน พูดจาด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส เป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่ของวัดที่เอาใจใส่ในกิจการงานของวัดด้วยดีตลอดมา ดังจะเห็นได้จากตำแหน่งหน้าที่ต่างๆ ที่รับภารธุระอยู่ ทุกประการล้วนต้องอาศัยความรู้ ความสามารถประสบการณ์ พร้อมทั้งความตั้งใจจริงอย่างดียิ่ง
วันที่ 5 ธันวาคม 2551 หลวงพ่อได้รับพระราชทานสถาปนาเป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรองชั้นหิรัญบัฏ ที่ พระสุธรรมาธิบดี
สร้างความปลาบปลื้มแก่บรรดาคณะสงฆ์และศิษยานุศิษย์ชาวภาคใต้เป็นยิ่งนัก
ในฐานะแห่งเจ้าอาวาสวัดธรรมบูชา ท่านเจ้าคุณพระสุธรรมาธิบดีได้ทำหน้าที่ในฐานะแห่งนักปกครองที่เอาใจใส่ดูแลความเป็นไปของวัดและคนในวัดอย่างดียิ่ง
เป็นบุคคลที่ควรแก่การยกย่องโดยแท้!!
ที่มา: ข่าวสด